[Short Fic HP] DM/HP Lonely no More by suisui
posted on 29 Mar 2009 18:53 by strawberrycookie
Title: [Short Fic HP] Lonely no More
Author: suisui
Pairing: DM/HP
Summary: หัวใจที่ว่างเปล่า และเงียบเหงา ของแฮร์รี่ จะมีใครซักคนไหม? ที่จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนั้น
Author note: เรื่องนี้แต่งขึ้นมาเล่นๆนะคะ ตัวละครก็ขอยืมมาจากเรื่องแฮร์รี่ ถึงซุยไม่ได้ขอกับคุณเจเคโดยตรง แต่คงไม่โดนค่าสิขสิทธิ์ใช่มั๊ยอ่ะ ฮ่าๆ ไม่งั้นไม่มีปัญญาจ่าย ฮา
มันมากับความเพ้อค่ะ ฮ่าๆ ซุยว่าไปอ่านกันดีกว่าเนอะ สาระจะหาได้มั๊ย? เรื่องนั้นขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้อ่านแต่ละคนนะคะ เป็นยังไงก็ติชมกันได้ค่า
ส่วนเรื่องของสเปลลิ่ง ก็เช็คในระดับนึงแล้วนะ แต่อาจมีตกหล่นไปบ้าง คงไม่ว่ากันนะคะ อีกอย่าง ภาษาไทยซุยมันอาจฟังดูแปลกๆอยู่บ้าง ก็หยวนๆกันนะค่า ฮ่าๆ
------------------------------------------------------------------------------------------
Lonely no More
วันนี้ท้องฟ้าก็ยังคงสดใสเหมือนดั่งทุกวันที่ผ่านมา สายลมโบกพักนำพากลิ่นหอมหวานของดอกไม้ต้นฤดูใบไม้ผลิ ที่หอมจับใจให้ใครต่อใครที่กลิ่นต้องหยุดยืนสูดดมให้สมใจ น้ำในทะเลสาบสงบนิ่ง สะท้อนภาพต่างๆราวกระจกเงาอันสวยงาม นักเรียนพากันเดินขวักไขว่ไปตามระเบียงทางเดินที่ทอดยาว จุดหมายเดียวกันที่ต่างพากันมุ่งไป
...ห้องโถงกลาง...
ฮอกวอตย์แห่งนี้ยังคงแลดูสงบและสวยงาม ผมเดินทอดน่องเอื่อยๆไปตามทาง จุดหมายเบื้องหน้าคือทะเลสาบกว้าง ผมพละตัวออกมาจากเพื่อนสนิททั้งสอง รอนและเฮอร์ไมโอนี่ โดยให้เหตุผลว่าไม่หิว ไว้ค่อยไปเจอกันที่ห้องเรียน
เช้านี้แม้บรรยากาศภายนอกจะสดใสเพียงใด ในใจผมกลับไม่เป็นเช่นนั้น จิตใจผมหดหู่ได้อย่างไม่รู้สาเหตุ
...เพราะการตายของซีเรียส?...
ไม่ใช่หรอก เรื่องนั้น จริงอยู่ ว่าผมยังคงเสียใจกับการจากไปของพ่อทูนหัว แต่มันก็เป็นเรื่องที่ผ่านมาได้นานพอสมควรแล้ว ความรู้สึกเสียใจอย่างวันนั้นมันค่อยๆจางลง จนเป็นเพียงแค่ความทรงจำที่เจ็บปวดเท่านั้น
...แล้วทำไมจึงดูเศร้าสร้อยนัก?...
เป็นเสียงนั้นอีกครั้ง ที่คอยถามคำถามมากมายอยู่ในหัวของผม มันคอยแต่จะย้ำถามในสิ่งที่ผมไม่สามารถตอบได้ ตอนแรกๆ ผมรู้สึกรำคาญ และแทบจะเป็นบ้า เพราะมันจะไม่หยุดถามเลย หากผมยังคงหาคำตอบให้มันไม่ได้ หรือไม่ก็ในเวลาที่ผมหลับไป แต่ตอนนี้ มันกลับกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตผม ที่ไม่สามารถจะขาดมันได้
...ทำไม?...
เพราะมันเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยังคอยย้ำเตือนให้ผมรู้สึกตัว ว่าผมไม่ได้อยู่คนเดียว แม้รอบกายผมจะรายล้อมไปด้วยเพื่อนๆที่รัก นักเรียนคนอื่นๆ ที่มักจะคอยแวะผ่านมาที่โต๊ะ เพื่อมาพูดคุย บ้างก็มาชื่นชมผมอย่างนู้น อย่างนี้ ซึ่งถ้าให้ผมพูดตรงๆ ให้ตายเถอะเมอร์ลิน ผมรำคาญพวกเค้าอยู่เหมือนกัน ผมไม่ใช่คนดีน่ายกย่องอย่างนั้นหรอก
ผมก็แค่นักเรียนคนหนึ่ง ที่แม้จะมีเพื่อนมากมาย มีเพื่อนสนิทที่คอยเอาใจใส่ แต่นั่นไม่เคยทำให้ความเปลี่ยวเหงานี้ได้บรรเทาลงเลย เพราะอะไรผมจึงรู้สึกอ้างว้างอย่างที่เป็นอยู่ คำตอบนั้นดูยากเหลือเกินที่จะหาพบ เพราะมันเกิดขึ้นโดยไร้สาเหตุ การหาคำตอบให้กับมันจึงเป็นเรื่องยาก ที่ราวกับแทบจะไม่มีตัวตนอยู่
ผมเดินมาถึงริมทะเลสาบ ตอนนี้ยังคงเช้าอยู่ ยังพอมีเวลาให้ผมนั่งสงบจิตใจก่อนที่จะไปเข้าเรียน ให้ตายเถอะ พูดถึงไปเรียน วันนี้คาบแรกคือวิชาปรุงยา ผมไม่เคยนึกพิศวาสอยากที่จะไปเรียนวิชานี้ด้วยความกระตือรือร้นเลยซักครั้ง ไม่ใช่ว่าผมเกลียดการปรุงยา แต่อาจารย์ที่สอนอย่างสเนปน่ะสิ ผมล่ะนึกแปลกใจเสมอ ว่าจะเคยมีใครบนโลกนี้ ที่ยังสติครบสมบูรณ์ทุกอย่าง เอ่ยปากว่านิยมชมชอบเขาไหม แน่ล่ะว่ายกเว้นคุณชายแห่งตระกูลมัลฟอย อย่างหมอนั่น
“อ๊า ให้ตายสิเมอร์ลิน แล้วผมมายืนคิดฟุ้งซ่านไปไหนเนี่ย” ผมแทบจะเอาหัวโขกกับต้นไม้ข้างๆแทบจะทันที หากไม่ติดว่า ผมไม่อยากทำร้ายตัวเอง จนเป็นแผล แล้วต้องไปฟังคุณนายพรอมพ์ฟรีบ่นเรื่องนั้น
ผมนั่งกระแทกลงกับพื้น แล้วก็ต้องมานึกเสียใจ เพราะมันก็เจ็บอยู่เหมือนกัน ผมเหม่อมองออกไปยังทะเลสาบเบื้องหน้า ความสงบเงียบนั้น ก็ยังพอจะช่วยให้ใจผมสงบลงบ้าง ผมเคยนึกอิจฉาเจ้าปลาหมึกยักษ์ทีตอนนี้คงนอนสงบนิ่งอยู่ที่ก้นทะเลสาบนั่น ว่าทำไมนะ มันถึงได้ดูมีความสุขทุกครั้งไป เมื่อครั้นยามที่มันแหวกว่ายไปมา มันดูราวกับว่า มันพึงพอใจแล้ว กับการที่ได้อยู่ตัวเดียว คงเป็นเพราะว่า มันไม่ต้องแบ่งปันพื้นที่ในการว่ายน้ำกับปลาหมึกตัวอื่น
แต่ใจมนุษย์นั้นยากที่จะพอใจกับสิ่งที่มีอยู่ เราต้องการทุกสิ่งไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด คงเหมือนผมในตอนนี้ ที่เที่ยวไขว่คว้าความอบอุ่นจากใครซักคน ใครที่จะมาอยู่เคียงข้าง คอยปลอบปละโลมหัวใจที่เปลี่ยวเหงานี้ คงมีซักวันที่ผมจะหาพบ แล้วคงไม่ต้องทนเหงาอีกต่อไป
“อ๊ะ ได้เวลาแล้วนี่ ไม่รีบไปเดี๋ยวจะแย่” ผมรีบลุกขึ้นทันที แต่ไม่รู้ด้วยความรีบร้อนหรืออย่างไร ทำให้ผมเสียการทรงตัว เซไปข้างหลังอย่างช่วยไม่ได้
“...” ผมหลับตาแน่น เพื่อรอรับความเจ็บยามที่ร่างของผมกระแทกพื้น แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น
“เฮ้ เจ้าพอตตี้งี่เง่า นายจะหลับตา เกร็งตัวอยู่อย่างนั้นอีกนานไหม” ไม่ต้องลืมตาดูก็รู้ว่าใคร เสียงนี้ที่ผมไม่เคยลืม
“!!!” ผมกระเด้งจนตัวลอย ทันทีที่หันไป ก็ต้องพบกับ นัยน์ตาสีบุหรี่ กับรอยยิ้มยียวนอย่างเคย ไม่รู้ว่าทำไม หัวใจผมถึงได้กระตุกทุกครั้งที่ได้เห็นรอยยิ้มนั่น
“ขอบคุณ!” ผมกระแทกเสียงบอกไปส่งๆ ผมชักเท้าเดินอย่างรวดเร็ว หวังจะหลบไปให้พ้น ไม่ให้หมอนั่นเห็นหน้าที่คงกำลังแดงก่ำอยู่
“!!!” ผมหยุดชะงัก เมื่อมือใหญ่ตรงเข้ามาจับที่แขน มันรู้สึกเจ็บนิดๆ เมื่อมือนั้นเพิ่มแรงบีบให้มากขึ้น
“ปล่อยนะ ชั้นเจ็บ อ้อ แล้วก็ถ้านายยังความจำดีอยู่ ตอนนี้ ‘พวกเรา’ ต้องไปเข้าเรียนแล้ว” ผมหลุดปากยียวนกลับอีกฝ่าย ให้ได้อย่างนี้สิ ผมเผลออีกแล้ว ไม่ได้ตั้งใจเลยซักนิดเดียว
“อ้อแน่ล่ะสิ แล้วใครกันนะ ที่ชั้นเห็นนั่งเหม่ออยู่ตั้งนานสองนาน ทั้งๆที่ใกล้จะเข้าเรียนอยู่รอมร่อ” ไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายก็ยียวนกลับมาแทบจะทันที หมอนี่ไม่เคยพลาดเลยสินะ
“มันไม่ใช่เรื่องของนาย มัลฟอย” ผมพูดด้วยน้ำเสียงติดจะหงุดหงิด ทำไมนะ ผมขออยู่เงียบๆคนเดียวจะได้ไหม
“แล้วจะดีมาก ถ้านายจะปล่อยชั้นซักที นายกำลังทำชั้นสาย” หรือมันจะเป็นแผนของหมอนั่น ที่คิดจะทำให้ผมไปสาย กริฟฟินดอร์จะได้ถูกหักคะแนนเพิ่มขึ้นอีก แม้ว่าจะโดนหักอยู่ทุกคาบเรียน
น่าแปลกใจ ที่หมอนั่นยอมปล่อยผมง่ายๆ แถมสายตาที่มองมานั้น มันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดแบบแปลกๆ มันไม่เหมือนก่อน ที่หมอนั่นจะมองผมด้วยสายตาไม่ชอบใจ ไม่ก็ดูถูก มันดูลึกล้ำยากจะอ่านความได้ ใครว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ผมอ่านอะไรจากสายตานั้นไม่ได้เลย
ราวกับโดนตรึงอยู่กับที่ ผมขยับไม่ได้ ไม่สามารถละสายตาไปจากดวงตาคู่นั้นได้ ผมพยายามแล้ว แต่ร่างกายกลับไม่ยอมฟังคำสั่ง ถ้าผมไม่รีบเดินไปจากตรงนี้ เสียตอนนี้ล่ะก็ ผมได้สายแน่ๆคราวนี้ และแทบไม่อยากจะคิดเลย ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันคงดูไม่ดีนักหรอก
“ทะ ทำ อะไร” ผมสะดุ้งตกใจ เมื่อมือข้างหนึ่งของมัลฟอยกำลังลูบไล้ใบหน้าของผมอยู่ ผมทำอะไรไม่ถูก
“นายคิดอะไรอยู่” เสียงทุ้มไม่ตอบ แต่ถามผมกลับ ซึ่งนั่นทำให้ผมงง
“หมายความว่ายังไง” ผมงงกับคำถามนั้น แต่ที่งงมากกว่า คือทำไมผมถึงยอมให้มัลฟอยสัมผัสใบหน้าของผม
...มันก็ให้ความรู้สึกดีไปอีกแบบ... อ๊ะ! ไม่สิ นั่น มัลฟอยนะ นายไม่มีทางจะรู้สึกดีไปได้หรอกแฮร์รี่
“นายดู...” มือนั้นเลื่อนมาที่ริมฝีปากของผม ลูบไล้อย่างแผ่วเบาราวขนนก แต่นั่นก็พอจะเรียกสติผมให้กลับมา
...เพี๊ยะ...
ผมปัดมือนั้นออกในทันที มัลฟอยทำหน้าตกใจเล็กน้อยกับการกระทำของผม แต่ไม่นาน มันก็กลับมาสงบตามเดิม แต่กลับกัน ผมไม่สามารถจะสงบท่าทางได้เลย ผมตกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน ผมได้แต่เบิกตาด้วยความตกใจ ทำอะไรไม่ถูก ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจ ที่จะวิ่งกลับเข้าไปในตัวปราสาท โดยไม่หันกลับมามอง ว่ามัลฟอยจะยังคงยืนอยู่ที่เดิมหรือไม่
เป็นไปตามคาด ผมมาเข้าเรียนสายจนได้ ผมทำให้บ้านของผมโดนหักคะแนนอีกแล้ว แม้ทุกคนจะไม่เคยเอ่ยปากว่าผมในเรื่องนี้ แต่ในใจของพวกเค้า ผมว่าก็คงจะไม่ค่อยจะพอใจซักเท่าไหร่นักหรอก แม้ผมจะช่วยตีแต้มคะแนนให้จากการแข่งควิชดิช แต่ผมรู้ว่ามันไม่เคยพอ ก็มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความอยากไม่สิ้นสุดนี่นา
“นายไม่เป็นไรนะ แฮร์รี่” รอนกระซิบถามผมด้วยความเป็นห่วง แต่ผมกลับฟังเป็นน้ำเสียงไม่ยี่หระว่าผมจะเป็นอะไรหรือเปล่า
“ไม่รอน ชั้นสบายดี” คงตั้งแต่รอนกับเฮอร์ไมโอนี่เริ่มคบกัน มันทำให้ผมไม่สนิทใจที่จะพูดคุยอะไรกับพวกเค้าอีก
ตลอดทั้งชั่วโมง ผมไม่เห็นเงาของใครอีกคนที่พบกันที่ทะเลสาบ... มัลฟอย ... โอ้ไม่นะเมอร์ลิน นี่ผมคอยมองหาเค้าอยู่ตลอดเหรอ ไม่สิ ในเมื่อผมเป็นคนสุดท้ายที่เข้าห้อง ก็เป็นข้อสรุปอย่างดีที่ว่ามัลฟอยไม่ได้เข้าเรียนไปแล้ว ผมไม่ได้มองหาเค้านะ สาบานได้ ผมก็แค่แปลกใจ ว่าทำไมลูกศิษย์สุดรักของสเนปถึงได้โดดเรียนวิชาปรุงยาไปได้ ผมก็แค่แปลกใจ... ก็เท่านั้นเอง
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
“เอ่อแฮร์รี่ คือว่าพวกเรา เอ่อคือชั้นกับเฮิอมจะไปทำการบ้านกันที่ เอ่อ ห้องสมุด นาย...” รอนเอ่ยถามผมด้วยใบหน้ากล้ำกลืนแปลกๆ หลังจากมื้อกลางวันผ่านไปเรียบร้อย พวกเราจะว่างกันตลอดบ่ายนี้
“นายไปเถอะ ชั้นมีธุระต้องทำ” แน่ล่ะ ว่าผมโกหก ผมไม่มีอะไรจะทำด้วยซ้ำไป แต่ก็นั่นล่ะ การโกหกของผม ทำให้รอนทำหน้าดีใจอย่างปิดไม่มิด
“เอ่อ งั้นเหรอ ก็ช่วยไม่ได้นะ นายเองก็มีธุระต้องไปทำใช่ไหม” ป่าว ไม่มีเลยรอน ชั้นว่างจะตายไป
“งั้นชั้นไปก่อนนะ พอดีเฮิอมรออยู่ รายนั้นถ้าให้โกรธขึ้นมา เรื่องมันจะยุ่งยาก นายก็รู้” ทำไมชั้นรู้สึกเหมือนไม่รู้อะไรเลยล่ะ รอน
“ไปนะเพื่อน เจอกันตอนมื้อเย็น” ดีนะที่นายยังจำได้ว่าเพื่อนนายที่ชื่อแฮร์รี่หน้าตาเป็นอย่างนี้
รอนโบกมือให้ผมไหวๆ แล้วก็เร่งรีบจากไป หัวใจผมกลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง ความเงียบโรยตัวไปรอบกาย ทำให้รู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาได้ แม้จะคิดไปเองก็ตาม ก็อากาศตอนนี้อบอุ่นจะตายไป ผมมองไปรอบๆ โดยไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน พลันสายตาก็มองไปเห็นหลังของเจ้าของผมสีบลอนด์ เดินหายไปตรงทางออกจากห้องโถงกลาง ไม่รู้ทำไม ขาของผมจึงได้เดินตามเงาร่างนั้นไปอย่างช่วยไม่ได้ ผมให้คำตอบกับตัวเองว่า เพราะว่าง เพราะไม่มีอะไรทำ อย่างน้อยๆ นานๆที ไปหาเรื่องชวนทะเลาะกับหมอนั่น ก็คงไม่เลวนัก
ผมเดินตามมัลฟอยมาได้พักใหญ่ ไม่รู้หมอนั่นจะเดินไปไหนนักหนา เหมือนจะมีจุดหมาย แต่ก็เหมือนจะไม่มี เดินวกไปวนมา กลับไปมา ทำให้ผมเริ่มจะมึนหัวอยู่นิดๆ ผมเริ่มจะเหนื่อย เพราะการที่ต้องคอยหลบไม่ให้หมอนั่นรู้ตัว ก็ทำให้ผมเสียพลังไปเยอะพอควร ก็เพราะว่าเครียดเกินไป แต่แล้วทำไมผมต้องมาเครียดเพราะกลัวหมอนั่นจะจับได้ด้วยล่ะ เฮอะ ผมท่าจะบ้าซะแล้วสิ
มัลฟอยหยุดเดินแล้ว ผมก็หยุดเดินบ้าง ผมแอบอยู่หลังต้นเสาต้นหนึ่ง ที่ก็คงพอจะบังร่างผมมิดหรอกนะ ตัวผมก็ออกจะเล็ก มันเป็นปมด้อยของผมมานาน แต่ตอนนี้กลับรู้สึกขอบคุณมันชะมัด ความเงียบเข้าครอบคลุมบริเวณที่พวกเรายืนอยู่ มันทำให้รู้สึกอึดอัดบ้าง แต่ก็ไม่มากมายนัก ผมคิด
“ออกมาได้แล้วพอตเตอร์ นายจะเดินตามชั้นไปถึงไหน” อ๊ะ! ผมตกใจที่เค้ารู้ตัวด้วย ผมว่าผมก็ระวังเต็มที่แล้วนะ
“หรือจะต้องให้ชั้นไปลากนายออกมา” ไม่ต้องมาขู่หรอก ผมไม่กลัวเค้าซักนิด เชื่อผมสิคุณผู้อ่าน ผมชิวๆอยู่แล้ว
“O_O!!” หมอนั่นพูดจริงทำจริงอ่าครับ T^T เค้าลากผม ย้ำนะครับว่าลาก ผมออกมาจากที่หลบภัย(?)ของผม
“โอ๊ยๆๆ มัลฟอย ปล่อยนะ ชั้นเจ็บ” ผมน้ำตาซึมเล็กน้อย ก็แรงที่หมอนั่นลากผม มันน้อยซะที่ไหนล่ะ เดียวแขนผมก็ช้ำหมดหรอก
“เอาล่ะ ทีนี้ พอจะบอกชั้นได้หรือยัง พอตเตอร์ว่าตามมาทำไม” ดวงตาสี่บุหรี่นั่นจ้องผมตาไม่กระพริบ ทำเอาประหม่าไปหมด
“วันนี้อากาศดีนะ” ผมเฉไฉ แล้วเสไปมองนอกตัวปราสาท ความคิดตอนแรก ที่ว่าจะมาชวนทะเลาะหายไปหมด
“อย่ามาเล่นลิ้นพอตเตอร์!” อึก! อย่ามาตะหวาดนะ นึกว่านายเป็นใครกัน ไอ้บ้าหัวหงอก
“ชั้นไม่รู้!” ผมตะหวาดกลับไปบ้าง ก็คนมันไม่รู้นี่ รู้ตัวอีกทีก็เดินตามมาแล้ว
อ่า หมอนั่นกลอกตา มือเสยผมไปข้างหลัง ผมว่ามัลฟอยคงจะรู้สึกระอาล่ะมั้ง ผมเองยังระอาตัวเองเลย ให้ตายเถอะเมอร์ลิน วันนี้ผมเสียฟอร์มต่อหน้าหมอนี่อีกแล้วนะ ผมสุดแสนจะอับอายตัวเอง แต่ก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เอาเถอะ ถือว่าเป็นการฆ่าเวลา (ด้วยการทำให้ตัวเองอับอายเหรอจ๊ะ?)
“ตามมานี่” ไม่พูดเปล่า มัลฟอยจับแขนผมลากไปตามทางอีกแล้ว
“โอ๊ย! ปล่อยชั้นนะ ชั้นเดินเองได้” เอะอะก็ลากๆ จะลากจนแขนผมหลุดถึงจะพอใจหรือไง แต่ว่ารู้สึกกันไหม ว่าวันนี้พวกเราดีกันแปลกๆนะ ทุกทีได้แต่แขวะกันไปมา
...ฉ่า... หน้าผมแดงทันที เมื่อคิดว่าการญาติดีกับมัลฟอยแบบนี้ (แม้จะแค่นิดเดียว) มันก็รู้สึกดีไปอีกแบบ ผมสะบัดหัวไปมา ไล่ความคิดบ้าๆนั้นออกจากสมอง ถ้าผมจะเงยหน้าขึ้นมองข้างหน้าอีกนิด ผมคงได้เห็นรอยยิ้มของมัลฟอย ที่ดูอ่อนโยน อย่างที่จะหาดูที่ไหนไม่ได้อีก
...ทะเลสาบ...
“?” หน้าผมเต็มไปด้วยคำถาม ก็ทะเลสาบอ่ะรู้อยู่ แต่มาทำไมอ่ะ เมื่อเช้าผมมานั่งที่นี่แล้วนะ อยากเปลี่ยนที่บ้าง (รู้สึกจะไม่เกี่ยวกันนะ)
“นั่งลง” มัลฟอยนั่งลงพร้อมกับฉุดให้แฮร์รี่นั่งลงข้างๆกัน
ชิ น้ำเสียงแบบนั้นน่าหมั่นไส้เป็นบ้า อย่ามาออกคำสั่งกับผมนะ แต่สุดท้ายผมก็นั่งลงข้างๆร่างสูงอย่างว่าง่าย ใช่ร่างสูง ก็เพราะว่ามัลฟอยตอนนี้ตัวสูงใหญ่กว่าผมมาก ถึงจะน่าเจ็บใจ แต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะผมมันดันไม่สูงขึ้นเอง มือใหญ่ที่ตอนนี้ยังคงกอบกุมมือของผมอยู่ ก็ใหญ่จนกุมมือผมมิด อ๊ะ มือ!
“อ่ะ มะ มัลฟอย มือนาย ปละ ปล่อย” น้ำเสียงของผมตะกุกตะกักด้วยความอาย หน้าผมตอนนี้คงร้อนฉ่าจนย่างบาร์บีคิวได้แล้ว
“...” อ๊า หมอนั่นเพียงแค่มอง แล้วทำเมินเฉยเลยอ่ะ มือน่ะ ปล่อยซะทีเซ่ เจ้าบ้าหัวหงอก ผมพยายามแกะมือใหญ่ออก แต่ไม่เป็นผลเมื่อมัลฟอยกลับกระชับจับให้แน่นขึ้นอีก พาให้หน้าผมยิ่งร้อนขึ้นไปอีก
หากมีใครมาเห็นเข้า ผมไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว ส่วนมัลฟอย หมอนั่นมันหน้าหนา ผิดวิสัยผู้ดีทั่วไปที่มักจะหน้าบางยิ่งกว่ากระดาษแก้ว ภาพที่เห็นตอนนี้คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ เดรโก มัลฟอย คู่ปรับคู่แค้นตลอดกาล กำลังนั่งชมนกชมไม้ริมทะเลสาบ แถมยังจับมือกันด้วย และท่าจะให้ละเอียดกว่านั้น คงได้เห็นหน้าตาที่แดงแจ๋ กับท่าทางออกจะเขินๆของคนตัวเล็กผมดำหยักศก ที่นุ่มมือยิ่งกว่าขนแมว ที่ผ่านการยืนยันแล้วจากคนหลายๆคน
“นายคิดอะไรอยู่มัลฟอย แล้วก็ปล่อยมือชั้นได้แล้ว” ผมทนไม่ได้กับความเงียบเกิดขอบเขต เลยต้องทำลายมันลงเอง
“ถ้านายหมายถึงมือชั้นที่ ‘จับ’ มือนายอยู่ล่ะก็ ชั้นขอปฏิเสธที่จะปล่อย” ร่างสูงหันมายิ้มยียวนตอบ แล้วเอนหลังลงนอนซะดื้อๆ
“แฮร์รี่” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกชื่อผมอย่างนุ่มนวล ทำเอาผมเคลิ้มไปเลย เฮ้ย! ไม่สิ ชื่อเหรอ! มัลฟอยเรียกชื่อผม!
“///” หน้าผมแดงอย่างไม่อาจห้ามได้
“ใครใช้ให้นายเรียกชื่อชั้น จำไม่ได้ว่าเคยไปสนิทสนมด้วยนะ” ได้แต่โวยวายแก้เขินกลับไป แล้วผมไปเคลิ้มอะไร กับอีแค่มัลฟอยเรียกชื่อนี่นะ อ๊า ยิ่งคิดยิ่งอยากระเบิดหายไปเลย
“หึหึ” ร่างสูงได้แต่หัวเราะ กับท่าทางของร่างบางข้างกาย นายทำให้ชั้นสนุกได้เสมอเลยนะ แฮร์รี่ พอตเตอร์
ด้วยแสงแดดอ่อนๆ พร้อมกับลมที่พัดโชยมาเบาๆ ทำให้สติของร่างบางค่อยๆหลุดไปทีละนิด จนในที่สุด แฮร์รี่ก็ทนต่อความง่วงงุนไม่ไหว เลยล้มตัวลงนอนข้างๆร่างสูงไปในที่สุด มัลฟอยเอื้อมมือไปปัดปอยผมนุ่มให้พ้นไปจากวงหน้าหวาน จ้องมองอยู่อย่างนั้นนานสองนาน ร่างสูงจับร่างบางให้นอนทับท่อนแขนแกร่งของตัวเองต่างหมอน พร้อมกระชับวงแขนโอบกอดร่างเล็กให้แน่นขึ้น ตาคมมองเหม่อออกไปบนท้องฟ้า
เมื่อไหร่กันนะ ที่ความรู้สึกของชั้นที่มีต่อนายมันเปลี่ยนไป แฮร์รี่ นายกลายเป็นเพียงคนเดียวที่ชั้นคอยมองหา ยามที่เห็นเจ้าวีเซิลหัวแดงมันทั้งกอดทั้งลูบหัวนายเล่น รู้ไหม มันทำให้ชั้นแทบจะอยากสาปเจ้านั่นให้หายไปซะ แต่ชั้นไม่ได้อยู่ในฐานะจะทำเช่นนั้นได้ ชั้นรู้ดี ตอนที่นายเสียพ่อทูนหัวของนายไป ชั้นที่ได้แต่มองนายที่เศร้าเสียใจอยู่ห่างๆ โดยที่เข้าไปปลอบไม่ได้นั้น มันรู้สึกเจ็บอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นายทำอะไรกับชั้นแฮร์รี่ ทำไมชั้นถึงต้องรักนายมากมายขนาดนี้นะ
“ชั้นรักนายมากเหลือเกิน แฮร์รี่” ริมฝีปากบางประทับจูบไปที่หน้าผากเนียน ร่างบางเพียงหันหลบด้วยความรำคาญ แล้วขยับตัวเข้าหาความอกอุ่นอย่างไม่รู้ตัว แต่ท่าทางอย่างนั้นก็พอจะเรียกรอยยิ้มเอ็นดูของเจ้าชายน้ำแข็งออกมาได้
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เวลาผ่านไปนานพอสมควร ร่างบางปรือตาขึ้น ขยับตัวเล็กน้อย ส่งผลให้ร่างสูงที่มองเฝ้ามองอยู่ หัวเราะน้อยๆกับท่าทางน่ารักนั่น แฮร์รี่ลืมตาตื่นเต็มตา แล้วก็ต้องตกใจจนแทบบ้า เมื่อพบว่าหน้าคมของมัลฟอยอยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ แถมยังรอยยิ้มนั่น สายตานั่นที่มองมา มันทำให้ดวงหน้าหวานซับสีเลือดมากกว่าปกติ
“///” แฮร์รี่ ตกใจ พยายามจะลุกขึ้น แต่กลับถูกแขนแกร่งรวบเข้าไปในอ้อมกอด กลายเป็นว่าตอนนี้ร่างบางนอนอยู่บนตัวร่างสูง นั่นยิ่งทำให้แฮร์รี่หน้าแดงเข้าไปใหญ่
“ปละ ปล่อยนะ มัลฟอย นายคิดอะไรอยู่” แฮร์รี่ละล่ำละลักถามด้วยความอาย มือเล็กพยายามยันตัวขึ้นจากอกแกร่ง แต่ดูท่าจะไม่เป็นผล
“นายรู้สึกกับชั้นยังไง แฮร์รี่” ...ฉ่า... เรียกชื่ออีกแล้ว เสียงเรียกชื่ออย่างอ่อนโยนนั่น ทำให้ร่างบางหน้าแดงยิ่งกว่าเก่า
“หมะ หมายความว่าไงมัลฟอย ชั้น ไม่เข้าใจ” ไม่เข้าใจ ทำไมตัวเองถึงไม่ปฏิเสธวงแขนนี้ ไม่เข้าใจ ว่าทำไมถึงรู้สึกอบอุ่นในอ้อมกอดนี้
“ชั้นรักนาย แฮร์รี่” ร่างสูงเอ่ยกระซิบคำบอกรักข้างหูร่างบางที่ตอนนี้แดงแจ๋ไปแล้ว
ทุกอย่างราวกับหยุดชะงัก แฮร์รี่คาดไม่ถึงว่าตัวเองจะมาถูกบอกรักในสภาพแบบนี้ แถมฝ่ายตรงข้ามยังเป็นถึง เดรโก มัลฟอย คู่ปรับตลอดกาลของเค้า มัลฟอยควรจะเกลียดเค้าไม่ใช่เหรอ แล้วเค้าเองก็สมควรที่จะเกลียดมัลฟอยด้วย แต่ทำไม แค่เพียงได้ยินร่างสูงเอ่ยคำว่ารัก เพียงแค่นั้น ความเหงาที่เคยมีมา พลันมลายหายไป ความว่างเปล่า เปลี่ยวเหงาในจิตใจ ราวได้รับการเยียวยา ร่างบางไม่สามารถปฏิเสธตัวเองได้ ว่ารู้สึกอบอุ่นกับคำรักที่ร่างสูงมอบให้
“อ่ะ เฮ้ นายร้องไห้ทำไม” มัลฟอยตกใจที่อยู่ๆ แฮร์รี่ก็ร้องไห้ออกมา ร่างสูงลุกขึ้นนั่ง จัดท่าให้ร่างบางนั่งคล่อมอยู่บนตัก นิ้วแกร่งค่อยๆปาดน้ำตาให้อย่างเบามือ
“ทำไม มัลฟอย ทำไมถึงเป็นชั้น ฮึก” ร่างบางสะอื้นฮัก ไม่รู้ทำไมน้ำตาจึงไม่หยุดไหล ทั้งๆที่ไม่ได้เศร้าแต่ทำไมจึงร้องไห้
“ชั้นเองก็ไม่รู้แฮร์รี่ รู้ตัวอีกทีชั้นก็รักนายเข้าซะแล้ว” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยอย่างอ่อนโยนอย่างที่สุด คงต้องให้เวลาร่างบางปรับตัวรับความรู้สึกนี้ มันคงกะทันหันไปหน่อย
“นายล่ะ รังเกียจชั้นหรือเปล่า” ดวงตากลมโตสีมรกตมองสบดวงเนตรคมสีบุหรี่ สายตาที่มองมาทำให้ภายในใจรู้สึกอบอุ่น คนๆนี้รู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ
“ชะ ชั้นไม่” ร่างเล็กซบลงตรงอกแกร่ง ความเหงาในจิตใจละลายหายไปหมดแล้ว เหลือทิ้งไว้แต่ความอบอุ่น ภายในอ้อมกอดแกร่งนี้
“ชั้นไม่ได้รังเกียจ” เสียงหวานเอ่ยเบาราวกระซิบ แต่ไม่พ้นร่างสูงที่จะได้ยิน ริมฝีปากบางเหยีอดยิ้มกว้างกับคำตอบนั้น แค่นี้ก็ถือว่าดีพอแล้ว สำหรับตอนนี้
มัลฟอยกระชับกอดร่างบางให้แน่นขึ้น แฮร์รี่ไม่ได้ขัดขืน แถมยังเบียดตัวเข้าหาความอบอุ่นนั้น น้ำตาหยุดไหลไปแล้ว เสียงหัวใจที่เต้นแรงให้ได้ยิน ไม่รู้ว่าเป็นของตัวเองหรือร่างสูงที่กอดเค้าอยู่ เพียงแค่คิดว่า มัลฟอยเองก็ใจเต้นแรงเพราะเค้าเหมือนกัน ก็พลอยทำให้หน้าหวานแดงระเรื่อ ริมฝีปากอิ่มอมยิ้มน้อยๆ เมื่อรับรู้ได้ถึงอีกความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบๆ ความอบอุ่นที่ไม่ได้สัมผัสมันมานาน ตอนนี้แผ่ไปทั่วทั้งหัวใจ
ใครซักคนที่เฝ้าคอยมานาน ใครที่จะมาเติมเต็มหัวใจของผม ไม่เคยรู้เลยว่าจะอยู่ใกล้เพียงแค่นี้ ทั้งยังเป็นคนๆนี้ เหลือเกินความคาดหมายไปไกลพอดู แต่ผมเองก็นึกไม่ออกเลย ว่าใครคนไหนอีกที่จะช่วยให้ผมรู้สึกอบอุ่นได้เพียงนี้ น่าแปลกนะ เมื่อตอนเช้าที่พบกัน ความรู้สึกของผมที่มีต่อเค้ายังคงเป็นเหมือนอย่างที่เป็นมา แต่กับแค่คำว่า ‘รัก’ คำเดียวที่ได้รับ มันกลับเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างไปในทันที
“ชั้นเอง ก็อาจจะรักนายก็ได้ มั้ง” ผมกระซิบบอก มองสบตาร่างสูงซักพัก แล้วต้องเบือนหน้าหนีด้วยความเขินกับรอยยิ้มอ่อนโยนนั้น
“นายต้องรักชั้นแน่แฮร์รี่ ถ้าไม่ ชั้นก็จะทำให้นายรักชั้นให้ดู” เสียงทุ้มเอ่ยด้วยความมั่นใจตามแบบฉบับมัลฟอย มันทำให้ผมหมั่นไส้นิดๆ เลยตีไปทีนึง สิ่งที่ได้กลับคือเสียงหัวเราะน้อยๆ ผมยิ้มแล้วก็หัวเราะตามบ้าง
มัลฟอยลุกขึ้นพร้อมฉุดแฮร์รี่ให้ลุกขึ้นยืนด้วย ร่างสูงปัดสิ่งที่ติดอยู่ตามเสื้อคลุมทั้งของตัวเองและร่างบางออก วงแขนแกร่งโอบเอวเล็กของร่างบางให้อยู่ในอ้อมแขน สายตาที่มองสบมาตอนนี้เปิดเผยความรักอย่างไม่ปิดบัง ทำเอาร่างบางหน้าแดงไม่กล้าสบตาตรงๆ ได้แต่มุดหน้างุดๆไปที่อกแกร่ง
“แฮร์รี่ คบกับชั้นนะ” ร่างสูงเชยคางผมให้เงยหน้าสบกัน ให้ตายเถอะ หมอนี่มันหน้าตาดีขนาดนี้เลยเหรอ ผมใจเต้นไปหมดแล้ว
“มาถามอะไรเอาป่านนี้เล่า เจ้าบ้า” ผมโวยวายแก้เขินครับ ก็ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครมาขอผมอย่างนี้นี่ครับ
“ก็ชั้นอยากได้ยินจากปากนาย ว่านายยอมตกลงที่จะมาเป็น ‘คนรัก’ กับชั้นน่ะสิ” คำว่าคนรัก ทำเอาผมเขินจนพูดอะไรไม่ออกง
“...” ผมกระซิบแผ่วเบาตอบออกไป ก็คนมันเขินนี่ครับ จะให้พูดดังๆก็ทำไม่ได้หรอก
“ชั้นไม่ได้ยินเลย” บ๊ะ ทีอย่างนี้ล่ะทำเป็นไม่ได้ยิน ทุกทีเห็นหูนรกจะตายไป
“นะ นะ พูดดังๆหน่อยสิ ที่รัก” อ๊าก พูดมาได้ที่รัก แถมนั่นมันอะไร มัลฟอยอ้อนผม! อ๊าก ผมอยากร้องตะโกนออกไปดังๆ
“กะ ก็ ตกลงน่ะสิ” ผมพูดเสียงดังขึ้นมาให้พอได้ยิน ทีนี้ล่ะ ร่างสูงยิ้มกว้างไม่หุบเลย แถมรู้สึกว่าจะกอดแน่นขึ้นด้วย แต่ก็ทำให้รู้สึกดีทีเดียว
“มะ มัลฟอย เอ่อ...”
“ไม่ใช่แฮร์รี่ เดรโก เรียนชั้นว่าเดรโก เราคบกันแล้วนะ” ความจริงที่ว่าพวกเราคบกันแล้ว ทำให้ผมใจเต้นแรง
“เอ่อ ดะ เดรโก” อ๊าก ผมเรียกชื่อเค้าไปแล้วอ่าครับ
“หืม ว่าไงครับ ที่รัก” โฮกก จะที่รักอีกนานไหมนั่น เหมือนนายจะบุคลิกเปลี่ยนไปนะมัลฟอย
“ชั้นว่า เราควรกลับกันได้แล้วนะ มันถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว” อันที่จริง เพราะผมหิวแล้วด้วยล่ะ
...โครก... ท้องเจ้ากรรมดันส่งเสียงร้องดัง ซะจนน่าอาย ผมไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้ว อายอ่ะ
“ฮ่าๆ รู้เลยว่านายหิวแล้ว ป่ะ งั้นไปกินข้าวกัน แต่มีข้อแม้ว่า นายต้องไปนั่งกับชั้นนะ แฮร์รี่”
“หะ หา เมื่อกี้ว่าไงนะ อ่ะ เฮ้ เดี๋ยวสิ เดรโก”
วันนั้นเรื่องของผมกับเดรโก ที่ว่าพวกเราคบกันนั้น ก็กลายเป็น talk of the town ไปเลย ก็การที่ผมไปนั่งกินข้าวกับเดรโก ดูจะทำให้ใครต่อใครแตกตื่นกันไปหมด ผมแอบเห็นว่ารอนเป็นลมไปด้วยล่ะ จนเฮอร์ไมโอนี่ตกใจทำอะไรไม่ถูก ผมแอบขำอยู่หน่อยๆ ปกสะใจนิดๆ โทษฐานที่พวกนั้นคบกันแล้วปล่อยผมทิ้งไว้คนเดียว ตอนนี้ผมมีความสุขมาก ผมมองไปข้างกาย เดรโกก็คอยส่งยิ้มอ่อนโยนกลับมาให้ผม หัวใจผมไม่อ้างว้างอีกแล้วล่ะครับ
“รักนะ เดรโก” ผมกระซิบบอกร่างสูงข้างกาย
“รักนายนะ แฮร์รี่” ร่างสูงก็กระซิบตอบกลับมา พร้อมกระชับจับมือผมไว้แน่น ผมมีความสุขจริงๆนั่นล่ะ
The End จบแล้วค่า
Behind the Scene
“เอ่อ ดะ เดรโก ปละ ปล่อยชั้นก่อนเถอะนะ” ผมระล่ำระลักบอก ก็นี่มันหน้าทางเข้าหอของผมเลยอ่ะ เดรโกกอดผมไว้แน่นไม่ยอมปล่อยเลยล่ะครับ ผมก็อายเป็นนะ >///<
“ทำไมล่ะแฮร์รี่ หรือนายไม่ชอบให้ชั้นกอด หืม ที่รัก” อ๊าย อย่ามากระซิบใกล้ๆหูสิ มันจั๊กกะจี้นะ พูดที่รักอีกแล้วอ่ะ จะละลายแล้วน้า
“คือชั้น ชั้นต้องเข้าไปแล้วนะ ปล่อยเถอะ นะ” ผมช้อนตาขึ้นมองสบอีกฝ่าย รู้หรอกว่าร่างสูงข้างหน้าแพ้สายตาอ้อนๆแบบนี้
“อ่า เล่นงี้เลยนะแฮร์รี่ รู้ว่าชั้นไม่กล้าขัดล่ะสิ” ชิ ดันรู้ทัน ผมสะบัดหน้าไปด้านข้าง ทำแก้มป่องๆ ให้รู้ว่างอนนะ
...จุ๊บ...
“///” ผมหน้าแดงขึ้นมาเป็นรอบที่ล้านของวัน เมื่อกี้เดรโกจุ๊บแก้มผมใช่ไหมอ่ะครับ ใครก็ได้ช่วยบอกที
“จูบราตรีสวัสดิ์” คำเอ่ยราตรีสวัสดิ์กับเสียงนุ่มๆ ทำให้ผมหันหน้ากลับมามอง เพื่อพบกับรอยยิ้มและสายตาอ่อนโยนที่มองสบมา
“อืม ราตรีสวัสดิ์นะเดรโก จุ๊บ” เป็นตาผมที่เอ่ยราตรีสวัสดิ์กลับบ้าง ผมถือโอกาสเขย่งตัวจุ๊บแก้มร่างสูงเบาๆ
ผมถือโอกาสที่ร่างสูงยืนค้างกับการกระทำของผม แล้วก็รีบหนีเค้าหอนอนไปเลย ก็คนมันอายอ่ะครับ แต่ว่า ก็เป็นแฟนกันแล้วนี่ แค่จุ๊บแก้มนิดๆหน่อยๆ คงไม่เป็นหรอก มั้ง? แหะๆ
ผมยิ้มหน้าบานเดินเข้าไปในหอ ถึงจะเมื่อยแก้มอยู่บ้าง แต่มันหุบไม่ลงนี่ครับ ก็คนมันมีความสุขนี่นา ตอนนี้ผมมองไปทางไหนก็มองเห็นแต่เดรโก แล้วก็โลกกลายเป็นสีชมพูเลยอ่ะครับ แม้จะเคยไม่เชื่อว่า ก่ะอีแค่มีความรัก อะไรมันจะเปลี่ยนสีโลกได้ขนาดนั้น ด้วยอคติส่วนตัวด้วยล่ะครับ ก็แหมผมน่ะไม่ได้ชอบสีชมพูเอาซะเลย
“แฮร์รี่” ผมที่กำลังจะเดินผ่านห้องนั่งเล่นเลยไปที่บันไดขึ้นหอชาย ต้องหยุดชะงักด้วยเสียงเย็นๆของใครบางคน
“อ้าว รอน เฮอร์ไมโอนี่ ทำอะไรกันดึกดื่น ไม่ไปนอนกันเหรอ แหะๆ” ผมเกาแก้มพูดออกไปเหวอๆ ก็ใครจะคิดว่าสองคนนี้จะยังอยู่ล่ะ
“นายหายไปไหนมา เฮอะ คงจะมีความสุขกันมากสินะ กับไอ้บ้าเฟอร์เร็ตนั่นน่ะ” บรรยากาศชักไม่ค่อยซะแล้วสิ
“คนที่นายพูดถึงอยู่น่ะ มันแฟนชั้นนะรอน แล้วอีกอย่างเค้าชื่อเดรโก” ผมเริ่มที่จะหงุดหงิดที่รอนมาลามปามว่าเดรโก
“อ้อ ถึงขั้นเรียกชื่อกันด้วยสินะ นายหลงเสน่ห์มันมากใช่ไหมแฮร์รี่ นายลืมไปแล้วเหรอว่าเรากับมันเป็นศัตรูกันนะ!” รอนเดินเข้ามาจับไหล่ผมเขย่า แล้วพูดใส่หน้าผมด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด
“นายต่างหากรอน แล้วทำไมชั้นจะคบกับเดรโกไม่ได้ ทีนายยังคบกับเฮอร์ไมโอนี่ได้เลย!” ผมสะบัดตัวให้หลุดจากการกอบกุมของรอน ผมมองไปที่เฮอร์ไมโอนี่ที่ยืนอยู่เฉยๆ ด้วยความไม่เข้าใจ
ผมเห็นรอนอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก คงเพราะเป็นครั้งแรก ที่ผมตะคอกใส่เค้ารุนแรงเสียขนาดนั้น ผมไม่เข้าใจ ทำไมพวกเค้าจะต้องมาไม่พอใจกับการที่ผมจะคบกับใคร ผมรู้สึกร้อนผ่าวแถวๆดวงตา แต่ผมไม่แคร์ เวลานี้ถ้าน้ำตาจะช่วยให้อะไรดีขึ้นได้ ผมก็ขอยอมร้องไห้ดีกว่า
“ฮะ แฮร์รี่ โอ้ ไม่นะ แฮร์รี่ อย่าร้องสิ พวกเราขอโทษนะ รอน! ขอโทษซะสิ” เฮอร์ไมโอนี่เริ่มทำตัวไม่ถูกเมื่อเห็นน้ำตาของผม ก็ยังดีที่เธอยังพอจะมีปฏิกิริยากับเค้าบ้าง
“ฮะ แฮร์รี่ ชะ ชั้นขอโทษ โธ่ แฮร์รี่ ชั้นไม่ได้ตั้งใจทำนายร้องไห้...” รอนรีบร้อนเอ่ยขอโทษ ท้ายเสียงดูจางลงไป คงเพราะรู้สึกว่าทำเกินไป ล่ะมั้ง?
“ทำไม ฮึก ล่ะ ในเมื่อ ฮึก ดะ เดรโกเค้ารักชั้น และ ฮึก ชั้นก็รักเค้า ฮึก” ผมพยายามพูดทั้งๆที่น้ำตายังไม่หยุดไหล
“ทำไม พวกนายต้องมาว่าชั้นด้วย ฮึก โฮ”
ผมร้องไห้โฮ ออกมาแบบไม่เกรงใจใคร ไม่สนแล้ว ว่าคนอื่นๆจะตื่นขึ้นมาเพราะเสียงของผมหรือเปล่า รู้แค่ว่าตอนนี้ผมเสียใจ ที่แม้แต่เพื่อนสนิทที่สุดของผมทั้ง 2 คน กลับมาไม่เข้าใจผมแบบนี้ เฮอร์ไมโอนี่เอาผมเข้าไปกอด แล้วลูบหัวผมปลอบใจ ส่วนรอน ผมไม่รู้ เพราะตอนนี้ผมมองอะไรไม่เห็นทั้งนั้น ก็ผมหลับตาร้องไห้อยู่นี่ แต่ถ้าจะให้เดา ผมว่ารอนคงยืนเอ๋อทำอะไรไม่ถูกแน่ ก็รอนมักจะเป็นแบบนั้น ตอนที่รู้สึกว่ารับมือกับอะไรไม่ได้นี่
“โถ แฮร์รี่ หยุดร้องซะนะ พวกเรายอมเธอแล้ว นะ นะ” เฮอร์ไมโอนี่เอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน ผมหยุดร้องทันที
“จริงๆนะ” ผมมองแบบอ้อนๆ แหมๆ ไอ้สายตาแบบนี้ของผมมันช่างใช้งานได้ชะงักนัดล่ะ
“จริงๆนะ” ผมมองเลยไปที่รอน แล้วเอ่ยถามแบบเดียวกัน ผมเห็นรอนทำหน้ากระอักกระอ่วน เห็นแล้วตลกดีชะมัด
“รอน” เฮอร์ไมโอนี่เรียกชื่อคนรักของเธอเสียงเข้ม เป็นแกนบังคับกลายๆว่า ให้ตอบตกลงซะ
“เฮ้อ ก็ได้ แฮร์รี่ นายจะคบกับไอ้บ้...”
“รอน!” เฮอร์ไมโอนี่แว๊ดขึ้นมาก่อนหน้าผมเล็กน้อย ไม่งั้นผมจะแกล้งร้องไห้ซะเลย ถ้ารอนยังเรียกเดรโกแบบไม่ดีอีก ผมนิสัยไม่ดีเหรอ ไม่นะ
“เอ่อ ชั้นหมายถึง มะ มัลฟอยน่ะ” แล้วรอนก็คอตกไปซะอย่างนั้น จะให้ทำใจยอมรับมันคงยากน่าดู ผมก็เข้าใจนะ
“งั้นชั้นไปนอนก่อนนะ” ผมบอกทั้ง 2 คน แล้วก็ลุกเดินออกมาเลย ภายใต้มุมอับที่ทั้งสองคนนั้นมองไม่เห็น ผมแอบยิ้มแสยะเล็กน้อย คิดไม่ผิดจริงๆ ที่ไปฝึกสกิลร้องไห้ต่อมน้ำตาแตกกับเมอเทิลมา ทีนี้ปัญหากับทั้งสองคนนั้นก็เรียบร้อย ทีนี้ผมจะได้รักกับเดรโกได้อย่างสบายใจเสียที ดีนะที่เฮอร์ไมโอนี่ก็แพ้น้ำตากับลูกอ้อนของผมเหมือนกัน ก็เสียวๆอยู่ ถ้าหากคุณเธอไม่ตกหลุมพลางนี้ ผมก็คงรับมือกับเธอลำบากพอสมควร ก็รายนั้นน่ะฉลาดเป็นกรดเลย ฮ่าๆ ผมไม่ได้ร้ายนะ ก็แค่เจ้าเล่ห์นิดหน่อย มีไว้ก็ไม่เสียหายนี่นา
“ราตรีสวัสดิ์นะเดรโก ที่รัก” พูดเองก็เขินเอง ผมรีบปิดหน้าต่างแล้วก็ล้มตัวลงนอนไปอย่างเป็นสุข วันนี้พระจันทร์เต็มดวง ส่องแสงสว่างไปทั่ว ทุกอย่างดูสวยงามไปหมด เมื่ออาบด้วยแสงจันทร์นวล เหมือนพระจันทร์ก็ยินดีกับรักครั้งนี้ของผม
ผมช่างเป็นคนที่มีความสุขซะจริงๆนะ ในตอนนี้น่ะ อยากให้ทุกคนได้พบความสุขแบบผมบ้าง มันดีจริงๆนะครับ การได้รักและถูกรักกับใครซักคน
ทีนี้จบจริงๆแล้วค่า
เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ซุยว่าแฮร์รี่ตอนแรกๆก็ดูเหมือนเทวดาตัวน้อยดีนะ แต่ท้ายๆนี่ หางปีศาจเริ่มโผล่ ฮ่าๆ โดยส่วนตัวชอบรี่น้อยให้เจ้าเล่ห์นิดๆแบบนี้ล่ะค่ะ น่ารักดี
เรื่องอื่นๆที่เคยแต่งไว้ ฮ่าๆ ก็หายไปกับวินโดวส์ที่เจ๊งไปแล้ว เคยลงเรื่องสั้นไว้สองเรื่องที่บอร์ดกริมโหมวเหมือนกัน เรื่องยาวซุยแต่งไม่เคยรอดแฮะ ฮ่าๆ เจ้ารี่ก็นิสัยประมาณนี้เหมือนกัน แต่เรื่องนี้จะเพลาๆลงไปมากอยู่เหมือนกัน ฮ่าๆ
เป็นไงก็บอกกันได้น้า อิอิ ไปล่ะค่ะ รักคนอ่านทุกคนเลย